ค่าเช่าบ้านข้าราชการ

 

พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.. 2547  ได้มีผลใช้บังคับแล้ว โดยได้ประกาศใน   ราชกิจจานุเบกษา   เล่ม 121 ตอนพิเศษ 81 ก วันที่ 27 ธันวาคม 2547  ได้มีการแก้ไขในประเด็นต่างๆ โดสรุปได้ดังนี้

                                (1) แก้ไขให้ข้าราชการที่เช่าซื้อบ้านหรือกู้เงินเพื่อซื้อบ้านในท้องที่หนึ่งไว้ก่อนที่ตนจะย้ายไปรับราชการในท้องที่นั้น และต่อมาได้รับคำสั่งให้ย้ายไปรับราชการในท้องที่ที่บ้านตั้งอยู่ หากว่ายังคงมีหนี้ค้างชำระราคาบ้านอยู่ และตนมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้าน  ก็จะมีสิทธินำหลักฐานการชำระ ค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านดังกล่าวมาเบิกจากทางราชการได้ (ซึ่งหลักเกณฑ์เดิมจะเบิกไม่ได้ เนื่องจากถือว่ามีเคหสถานของตนเองอยู่ก่อนแล้ว ตามมาตรา 7(2) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ)

                                (2) แก้ไขในกรณีที่ข้าราชการและคู่สมรสรับราชการอยู่ในท้องที่เดียวกัน และต่างมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้าน ให้มีสิทธิเลือกได้ว่าจะให้ฝ่ายใดเป็นผู้เบิก (ซึ่งตามหลักเกณฑ์เดิมบังคับให้ผู้ที่มีสิทธิสูงกว่าเป็นผู้เบิก หรือกรณีที่สิทธิเท่ากันฝ่ายชายเท่านั้นที่มีสิทธิเบิกได้) ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนหลักความเท่าเทียมกันทางเพศที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองไว้                            

                                (3) แก้ไขให้ข้าราชการที่บ้านได้ถูกทำลายหรือเสียหายจนไม่สามารถพักอาศัยอยู่ได้อันเนื่อง  มาจากภัยพิบัติ   เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม วาตภัย  เป็นต้น       มีสิทธิเช่าบ้านหรือเช่าซื้อบ้านหรือกู้เงินเพื่อซื้อบ้านหลังใหม่และนำมาเบิกจากทางราชการได้

                                (4) แก้ไขปรับปรุงบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านข้าราชการให้สอดคล้องกับบัญชีอัตราเงินเดือนและเงินประจำข้าราชการตุลาการและข้าราชการอัยการให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.. 2543  และบัญชีอัตราเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการ .. 2544

 

 

สรุปสาระสำคัญของค่าเช่าบ้านข้าราชการ

 

1. กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

1.1 พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ. ศ. 2547

1.2 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าเช่าบ้าน  ข้าราชการ พ.ศ. 2549

1.3 หนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.5/2 ลงวันที่ 29 มกราคม 2550

     เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการจัดข้าราชการเข้าพักอาศัยในที่พักของทางราชการ  พ.ศ.2550

 

 

2. สาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. 2547  

ค่าเช่าบ้านเป็นค่าตอบแทนซึ่งทางราชการให้กับข้าราชการซึ่งได้รับความเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยเนื่องจากทางราชการเป็นเหตุคือได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการเป็นการประจำในต่างท้องที่และไม่มีที่อยู่อาศัยของตนเองหรือของสามี/ภรรยาที่พอจะอาศัยอยู่ได้ในท้องที่นั้น โดยข้าราชการผู้เบิกต้องเช่าและอาศัยอยู่จริง จึงจะมีสิทธินำหลักฐานการเช่าบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการได้ไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านข้าราชการ ดังนี้

 

บัญชีอัตราค่าเช่าบ้านข้าราชการ

เฉพาะข้าราชการพลเรือน

                                                                                                                                                                   

ตำแหน่งระดับ 1

ตำแหน่งระดับ 2

ตำแหน่งระดับ 3

ตำแหน่งระดับ 4

ตำแหน่งระดับ 5

 

ขั้น

เงินเดือน

ค่าเช่าบ้าน

ไม่เกิน

เดือนละ/บาท

 

ขั้น

เงินเดือน

ค่าเช่าบ้าน

ไม่เกิน

เดือนละ/บาท

 

ขั้น

เงินเดือน

ค่าเช่าบ้าน

ไม่เกิน

เดือนละ/บาท

 

ขั้น

เงินเดือน

ค่าเช่าบ้าน

ไม่เกิน

เดือนละ/บาท

 

ขั้น

เงินเดือน

ค่าเช่าบ้าน

ไม่เกิน

เดือนละ/บาท

ขั้นที่ 1–4.5

800

ขั้นที่ 1–5.5

1,000

ขั้นที่ 1–5.5

1,250

ขั้นที่ 1–5.5

1,600

ขั้นที่ 1–5.5

1,950

ขั้นที่5–10.5

1,000

ขั้นที่ 6–10.5

1,250

ขั้นที่ 6–10.5

1,600

ขั้นที่ 6–10.5

1,950

ขั้นที่ 6–10.5

2,400

ขั้นที่ 11ขึ้นไป

1,250

ขั้นที่ 11 ขึ้นไป

1,500

ขั้นที่ 11 ขึ้นไป

1,950

ขั้นที่ 11ขึ้นไป

2,300

ขั้นที่ 11 ขึ้นไป

3,000

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตำแหน่งระดับ 6

 

ตำแหน่งระดับ 7

 

ตำแหน่งระดับ 8

 

ตำแหน่งระดับ 9

ตำแหน่ง

ระดับ 10 ขึ้นไป

 

ขั้น

เงินเดือน

ค่าเช่าบ้าน

ไม่เกิน

เดือนละ/บาท

 

ขั้น

เงินเดือน

ค่าเช่าบ้าน

ไม่เกิน

เดือนละ/บาท

 

ขั้น

เงินเดือน

ค่าเช่าบ้าน

ไม่เกิน

เดือนละ/บาท

 

ขั้น

เงินเดือน

ค่าเช่าบ้าน

ไม่เกิน

เดือนละ/บาท

ค่าเช่าบ้าน

ไม่เกิน

เดือนละ/บาท

ขั้นที่ 1–5.5

2,400

ขั้นที่ 1–10.5

3,000

ขั้นที่ 1–5.5

3,000

ขั้นที่ 1–5.5

3,500

 

4,000

ขั้นที่ 6 ขึ้นไป

3,000

ขั้นที่ 11 ขึ้นไป

3,500

ขั้นที่ 6–10.5

3,500

ขั้นที่ 6 ขึ้นไป

4,000

 

 

 

 

ขั้นที่ 11ขึ้นไป

4,000

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2.1 ผู้ที่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน

ผู้ที่จะมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ. ศ. 2547  

2.1.1 เป็นข้าราชการที่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่   และไม่เข้าข่ายข้อห้ามดังต่อไปนี้(มาตรา 7)

(1)  ทางราชการได้จัดที่พักให้อยู่แล้ว

(2)  มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ไปประจำสำนักงานใหม่โดยไม่มีหนี้ค้างชำระกับสถาบันการเงิน

(3)  ได้รับคำสั่งให้ไปประจำสำนักงานใหม่ในท้องที่ที่รับราชการครั้งแรกหรือท้องที่ที่กลับเข้าราชการใหม่

(4)  ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานใหม่ในต่างท้องที่ตามคำร้องขอของตนเอง

หมายเหตุ   ท้องที่ หมายถึง กรุงเทพมหานคร อำเภอ กิ่งอำเภอ

 

2.1.2  ข้าราชการผู้ซึ่งต้องไปปฏิบัติราชการประจำในต่างท้องที่เนื่องจากสำนักงานเดิมย้ายไปตั้งท้องที่ใหม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน  เว้นแต่ท้องที่ใหม่ที่สำนักงานเดิมย้ายไปอยู่ใกล้เคียงกับท้องที่สำนักงานเดิม (มาตรา 8)

 

2.1.3 ข้าราชการได้รับคำสั่งให้ย้ายไปในท้องที่มีเคหสถานของตนเองหรือคู่สมรส ตามมาตรา 7(2) ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านแม้กรรมสิทธิ์จะโอนไปแล้ว เว้นแต่บ้านนั้นถูกทำลายหรือเสียหายด้วยภัยพิบัติ** จนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการได้ย้ายไปท้องที่ที่มีเคหสถานของตนเอง (มาตรา 9)

 

หมายเหตุ ** ภัยพิบัติหมายความว่า ภัยธรรมชาติหรือความเสียหายอย่างใดๆ ซึ่งเกิดขึ้นโดยที่ ผู้ซึ่งได้รับความเสียนั้นไม่มีส่วนที่จะต้องร่วมรับผิดด้วย

 

2.1.4 ข้าราชการซึ่งได้รับค่าเช่าบ้านในท้องที่หนึ่ง  ต่อมาได้รับคำสั่งให้ย้ายไปต่างท้องที่ซึ่งตนมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้าน มีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าบ้าน (ค่าผ่อนชำระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้) ในท้องที่เดิมมาเบิกค่าเช่าบ้านในท้องที่ใหม่ได้ (มาตรา 15,มาตรา 18)

 

2.1.5 ข้าราชการมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามพระราชกฤษฎีกานี้ได้เช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านในท้องที่ประจำสำนักงานใหม่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้นให้ข้าราชการ นำหลักฐานการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้มาเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการได้ไม่เกินจำนวนที่กำหนดตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านข้าราชการตามเงื่อนไขต่อไปนี้(มาตรา 17)

(1) ตนหรือคู่สมรสได้ทำการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านในท้องที่นั้น จะเบิกได้เฉพาะบ้านหลังแรกเท่านั้น เว้นแต่บ้านหลังที่เคยใช้สิทธิถูกทำลายหรือเสียหายเนื่องจากภัยพิบัติจนไม่สามารถพักอาศัยอยู่ได้

(2) หากเช่าซื้อหรือผ่อนชำระราคาบ้านร่วมกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สมรสและมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่นจะเบิกจ่ายค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้ได้ตามสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์สำหรับบ้านดังกล่าว

(3)  จะต้องเป็นการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านกับสถาบันการเงิน*** และสัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาเงินกู้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด

(4)  ต้องไม่เคยใช้สิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือการผ่อนชำระเงินกู้สำหรับบ้านหลังหนึ่งหลังใดในท้องที่นั้นมาแล้ว เว้นแต่ถูกแต่งตั้งให้กลับเข้ารับราชการในท้องที่ที่เคยใช้สิทธินั้นและเป็นการใช้สิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือการผ่อนชำระเงินกู้ในท้องที่ที่เคยใช้สิทธิมาแล้ว หรือขณะที่ย้ายมารับราชการในท้องที่นั้น บ้านที่เคยใช้สิทธิได้โอนกรรมสิทธิ์ไปแล้ว

(5)  หากกู้เงินสูงกว่าราคาบ้านให้นำค่าผ่อนชำระเงินกู้มาเบิกค่าเช่าบ้านได้โดยให้คำนวณตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด****

 

หมายเหตุ *** สถาบันการเงินเพื่อใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน ได้แก่

1. ธนาคารพาณิชย์ ์ตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารพาณิชย์

2. รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการเคหะ หรือดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเงินเพื่อเช่าซื้อบ้าน หรือผ่อนชำระราคาบ้าน

3. สหกรณ์ที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ์และมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการ เกี่ยวกับการเคหะ

4. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

5. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

6. บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ซึ่งดำเนินกิจการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตาม (1)

7. นิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์และดำเนินกิจการเกี่ยวกับการเคหะ หรือการให้เช่าซื้อบ้านหรือ ให้กู้ยืมเพื่อชำระราคาบ้าน

**** คำนวณตามวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด

 

เงินกู้สูงกว่าราคาบ้าน

จำนวนเงินที่สามารถนำมาเบิกรายเดือน =         ราคาบ้าน         X อัตราผ่อนชำระเงินกู้รายเดือน

                                                                 จำนวนเงินกู้ทั้งหมด

 

 

3. สิทธิที่จะได้รับค่าเช่าบ้าน

3.1 นับแต่วันที่เช่าและอาศัยอยู่จริง แต่ไม่ก่อนวันรายงานตัวเพื่อเข้ารับหน้าที่

3.2 สิ้นสุดในวันที่ขาดจากอัตราเงินเดือน หรืออยู่ในข่ายหมดสิทธิ

 

4. ประเภทของการเบิก มี 3 แบบคือ

4.1 เช่าบ้าน

4.2 เช่าซื้อบ้าน

4.3 ผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้าน

 

5.หลักฐานการยื่นขอเบิก

   5.1 กรณีเช่าบ้าน

(1) สัญญาเช่า

(2) ผังบ้านเช่าโดยแสดงพื้นที่ที่เช่า

(3) แผนที่แสดงระยะทางจากบ้านที่เช่าไปถึงสถานที่ทำงาน

(4) หลักฐานการแสดงกรรมสิทธิ์ของเจ้าของบ้านเช่า ถ้าเป็นการเช่าช่วงให้แสดงสัญญาเช่า

     ระหว่างผู้ให้เช่าช่วงกับเจ้าของผู้ให้เช่าบ้าน

(5) บัตรประจำตัวของผู้เสียภาษีเงินได้ของผู้ให้เช่าบ้าน

(6) สำเนาทะเบียนบ้านของบ้านที่เช่า

5.2 กรณีเช่าซื้อบ้าน

(1) สัญญาเช่าซื้อบ้าน

(2) สำเนาทะเบียนบ้านของบ้านที่เช่าซื้อ

5.3 กรณีผ่อนชำระเงินกู้เพื่อซื้อบ้านพร้อมที่ดิน

(1) สำเนาโฉนดที่ดิน

(2) สัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินที่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

(3) สัญญากู้เงินและจำนองกับสถาบันการเงิน

(4) บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายบ้าน

(5) สำเนาทะเบียนบ้านของบ้านที่ผ่อนชำระเงินกู้

5.4 กรณีกู้เพื่อซื้อที่ดินและจ้างปลูกสร้างบ้าน

(1) ใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร

(2) หลักฐานการให้หมายเลขประจำบ้าน

(3) สัญญาจ้างปลูกสร้างบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้รับจ้าง

(4) สำเนาโฉนดที่ดิน

(5) สัญญากู้เงินและจำนองกับสถาบันการเงิน

(6) สำเนาทะเบียนบ้านของบ้านที่ผ่อนชำระเงินกู้

 

 

6.ขั้นตอนการขอเบิกค่าเช่าบ้าน

 

ผู้มีสิทธิ

เบิกค่าเช่าบ้าน

 

ยื่นแบบขอรับค่าเช่าบ้าน(แบบ 6005) พร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

 

 

 

 

 

ผู้มีอำนาจรับรองการมีสิทธิ

รับรองสิทธิให้ผู้เบิก

 

 

 

 

 

 

 

 

ผู้มีอำนาจอนุมัติการเบิกค่าเช่าบ้าน

 

แต่งตั้งคณะกรรมการ

เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

                                                                รายงานผลการตรวจสอบ

 

 

 

คืนสำเนาแบบ 6005

ให้แก่ผู้ขอเบิกค่าเช่าบ้าน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยื่นแบบขอเบิกค่าเช่าบ้าน(แบบ 6006)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สำนักเบิกเงินเดือน

ที่ผู้ขอเบิกปฏิบัติราชการ

 

 

8. แนวการจัดบ้านพัก

กระทรวงการคลัง   ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดข้าราชการเข้าอาศัยในบ้านพักของทางราชการ พ.ศ. 2550 ตามหนังสือกระทรวงการคลัง ที่กค 0409.5/2 ลงวันที่     29 มกราคม 2550 ซึ่งมีผลบังคับใช้ ณ วันที่ 25 มกราคม 2550 โดยสรุปสาระสำคัญ  ดังนี้

 

การจัดบ้านพัก

8.1 ผู้มีอำนาจการจัดบ้านพัก

(1) กำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการเจ้าของงบประมาณหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้มีอำนาจจัดข้าราชการเข้าพักอาศัยในบ้านพักที่ว่าง  

(2) กำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการประจำสำนักงานของข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยข้าราชการ ผู้นั้นได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการลักษณะเป็นการประจำในต่างสำนักเบิกเงินเดือนหรือต่างสำนักงานในท้องที่เดียวกัน เป็นผู้มีอำนาจในการจัดข้าราชการดังกล่าวเข้าพักอาศัยในบ้านพักของทางราชการ

 ข้อสังเกต หัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ มีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้าราชการในสังกัด เพื่อให้ทราบว่า

มีผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิเบิกเงินค่าเช่าบ้านไม่ว่าจะกำลังใช้สิทธิอยู่หรือไม่ก็ตาม เมื่อบ้านพักของทางราชการว่างลง ก็เป็นหน้าที่ของหัวหน้าหน่วยงานดังกล่าวที่จะต้องแจ้งสั่งการให้ข้าราชการเข้าอยู่อาศัย หากข้าราชการสละสิทธิการเข้าอยู่อาศัย ก็ถือว่าเป็นผู้ไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านจากทางราชการ และการที่ไม่จัดผู้มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเข้าอยู่อาศัย หรือการที่ได้กำหนดแนวปฏิบัติให้ผู้มีสิทธิยื่นความประสงค์เป็นลายลักษณ์อักษรขอเข้าอยู่อาศัย หากข้าราชการที่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านไม่ยื่นความจำนงขอเข้าอยู่อาศัยก็ไม่จัดให้เข้าพัก จึงเป็นแนวปฏิบัติที่ขัดแย้งกับหลักการดังกล่าว และส่งผลให้เกิดความเสียหายเนื่องจากต้องจ่ายค่าเช่าบ้านให้ข้าราชการ โดยไม่สมควร

8.2 การกำหนดประเภทบ้านพักและสิทธิการเข้าอยู่อาศัย

 กระทรวงการคลังกำหนดให้บ้านพักของแต่ละส่วนราชการ จะกำหนดให้เป็นบ้านพักสำหรับข้าราชการรายใดให้พิจารณาตามความจำเป็นเหมาะสม และสามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อให้เกิดความประหยัด และเป็นประโยชน์ต่อทางราชการเป็นสำคัญส่วนการจัดข้าราชการเข้าพักนั้นผู้มีอำนาจจัดบ้านพัก สามารถกำหนดวิธีปฏิบัติในการจัดข้าราชการเข้าพักอาศัย โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังนี้

 (1) ผู้มีอำนาจจัดบ้านพัก ได้จัดบ้านพักให้แก่ข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 7 ขึ้นไป หรือ เทียบเท่าเข้าพักอาศัยในบ้านพักของทางราชการ โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าข้าราชการผู้นั้นจะเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านได้หรือไม่

(2) บ้านพักของส่วนราชการนอกเหนือจากบ้านพักตาม (1)  ให้ผู้มีอำนาจจัดบ้านพักจัดให้ข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 6 ลงมา หรือเทียบเท่า และเป็นผู้มีสิทธิที่ได้รับค่าเช่าบ้านเข้าอยู่ในบ้านพักของทางราชการถึงแม้ว่าข้าราชการรายนั้นจะกำลังใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านอยู่ก็ตาม

(3) บ้านพักของส่วนราชการตาม(2) หากมีข้าราชการที่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านและอยู่ระหว่างการใช้สิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อ หรือผ่อนชำระเงินกู้อยู่ก่อนแล้ว ไม่ต้องจัดให้เข้าบ้าน พักของทางราชการ แม้ว่าต่อภายหลังข้าราชการรายนั้นจะได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการเป็นการประจำใน สำนักงานใหม่ซึ่งอยู่ในท้องที่เดียวกัน ก็ไม่ต้องจัดให้ข้าราชการรายนั้นเข้าพักอาศัยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามหากได้จัดให้ข้าราชการที่ใช้สิทธิผ่อนชำระเงินกู้ได้เข้าพักอาศัยในบ้านพักของทางราชการไปแล้วก่อน วันที่ 25 ม.ค.50 (ก่อนวันประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติการจัดบ้านพัก) ก็ให้ข้าราชการ รายนั้นคงอยู่ในบ้านพักของทางราชการต่อไป โดยผู้มีอำนาจไม่ต้องเรียกให้ออกจากบ้านพักดังกล่าว

(4) บ้านพักของส่วนราชการตาม(2)  ผู้มีอำนาจจัดบ้านพักสามารถจัดให้ข้าราชการที่บรรจุเข้ารับราชการครั้งแรก และได้รับความเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัย ให้อาศัยอยู่ในบ้านพักของทางราช การได ้แต่ทั้งนี้ในการกำหนดระยะเวลาในการเข้าอยู่อาศัยในบ้านพักให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าส่วนราชการที่จะพิจารณาซึ่งถ้าหากเห็นว่าจะกระทบกับเงินงบประมาณของส่วนราชการที่อยู่ก็สามารถให้ออกจากบ้านพักได้

8.3 การจัดที่พักให้กับข้าราชการผู้ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน

(1) กรณีผู้ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ขอเข้าอยู่อาศัยในบ้านพักของทางราชการก่อนวันที่   25 ม.ค. 50 (ก่อนวันประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติ) ก็ให้อาศัยอยู่ในบ้านพักของทางราชการต่อไปได้จนกว่าจะมีการขอย้ายออกจากบ้านพักเองหรือกรณีพ้นจากตำแหน่งหน้าที่

(2) กรณีส่วนราชการได้จัดให้ผู้มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเข้าอยู่ในบ้านพักครบทุกคนแล้ว รวมทั้ง ได้จัดให้ข้าราชการที่บรรจุเข้ารับราชการครั้งแรกเข้าพักอาศัยด้วยแล้วนั้น หากปรากฏว่ายังมีบ้านพักของ ส่วนราชการว่างเหลืออยู่ก็สามารถจัดให้ผู้ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเข้าอยู่อาศัยได้เป็นการชั่วคราว แต่ทั้งนี้ต้องมีเงื่อนไขว่า ถ้าหากผู้มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ย้ายมาและบ้านพักไม่เพียงพอ เนื่องจากได้จัดให้ผู้ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเข้าอยู่บ้านพักไปแล้วนั้น ผู้มีอำนาจจะต้องเรียกผู้ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านออกจากบ้าน พักและจัดให้ผู้มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเข้าไปอยู่แทน

8.4 การสละสิทธิการเข้าพักอาศัยในบ้านพักที่มีผลต่อสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้าน

(1) เมื่อทางราชการได้จัดให้ผู้มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเข้าพักอาศัยในบ้านพัก แต่ปรากฏว่า ข้าราชการไม่ประสงค์จะเข้าอยู่อาศัยในบ้านพักที่จัดไว้ให้ย่อมถือได้ว่าเป็นการสละสิทธิการเข้าอยู่อาศัยในบ้านพัก จึงเป็นผู้ไม่มีสิทธิขอรับเงินค่าเช่าบ้านจากทางราชการ หากต่อมาภายหลังบ้านพักของสำนักงานที่ข้าราชการรายได้นี้ปฏิบัติราชการอยู่ได้ถูกรื้อถอนไปทั้งหมดย่อมถือว่าทางราชการไม่ได้จัดที่พักอาศัย จึงถือว่าไม่เป็นผู้ต้องห้ามตามนัยมาตรา 7 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ ฯ จึงเป็นผู้มีสิทธิขอรับเงินค่าเช่าบ้านจากทางราชการได้

(2) เมื่อข้าราชการได้เข้าพักอาศัยอยู่ในบ้านพัก ต่อมาสภาพบ้านพักทรุดโทรมจำเป็นต้องรื้อถอนเป็นผลทำให้ข้าราชการได้รับความเดือดร้อนในเรื่องที่พักอาศัย หากข้าราชการจำเป็นต้องเช่าบ้าน เพื่ออาศัยอยู่จริง ก็ย่อมมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการได้จนกว่าการซ่อมแซมบ้านพักจะแล้วเสร็จ และสามารถเข้าอยู่อาศัยในบ้านพักได้ผู้มีอำนาจจะต้องจัดผู้มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเข้าพักอาศัยในบ้านพักของทางราชการต่อไป

8.5  การจัดทำทะเบียนคุมบ้านพัก    ผู้มีอำนาจจัดบ้านพักจะต้องจัดทำทะเบียนควบคุมการจัดข้าราชการเข้า– ออกในบ้านพัก ของทางราชการตามแบบที่หน่วยงานกำหนด และในกรณีที่ผู้มีอำนาจจัดบ้านพักคนเดิมได้ย้ายไปหรือพ้นจากตำแหน่งหน้าที่แล้วจะต้องมอบทะเบียนคุมบ้านพักให้กับผู้มีอำนาจคนต่อไปทุกครั้ง

 

 

***************************